Skip to main content

ขนาดตัวอักษร ขนาดปกติ|ขนาดใหญ่ขึ้น 10%|ขนาดใหญ่ขึ้น 20%|ขนาดใหญ่ขึ้น 30%

เรื่องเชื้อ HPV

ผมเคยอ่านเจอมาว่า เชื้อ HPV ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นมาจากผู้ชาย คำถามคือ มันมีอยู่ในผู้ชายอยู่แล้วหรอครับ ถ้าผมไม่เคยเที่ยวผู้หญิงมาก่อน ครั้งแรกที่ผมมี พสพ ผมจะทำให้ผู้ฤญิงได้รับเชื้อหรือเปล่า จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเรามีเชื้อ แล้วถุงยางสามาถรป้องกันได้หรือไม่
หมวดหมู่ :

#1 ผู้ชายจะได้รับเชื้อHPVจากการม

ผู้ชายจะได้รับเชื้อHPVจากการมีเพศสัมพันธุ์ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก และติดเชื้อนี้ได้บ่อยพอๆกับผู้หญิง แต่การวินิจฉัยอาจจะยากกว่าผู้หญิง เนื่องจากไม่มีอาการ นอกจากนั้นก็ยังพบว่าการติดเชื้อบางสายพันธุ์ของ HPV จะทำให้เกิดมะเร็งที่อวัยวะเพศ และรอบทวารหนัก

แต่การติดเชื้อ HPV สามารถติดจากทางอื่นที่ไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์ได้ค่ะ อย่าลืมว่าไวรัส HPV มีประมาณ 100 สายพันธ์ ส่วนใหญ่ติดต่อการทางการสัมผัสผิวหนัง เชื้อ HPV บางชนิดเช่นหูดผิวหนัง หัวแข็งทนแดดทนฝน ชนิดที่คนเป็นหูดเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินนั้นตั้งหลายวันผ่านไปแล้วคุณไปเดินเท้าเปล่าบนดินนั้นต่อก็ติดเชื้อได้แล้ว การสัมผัสกันทางผิวหนังต่อผิวหนังหรือใช้ของใช้เช่นผ้าเช็ดตัวร่วมกัน อาบน้ำในอ่างร่วมกันก็ทำให้ติดเชื้อนี้ได้ แม้แต่การทำออรัลเซ็กซ์ก็สามารถทำให้เป็นมะเร็งในลำคอได้ และถ้าได้ติดเชื้อ HPV-16ในช่องปากแล้วโอกาสที่จะพัฒนาเป็นมะเร็งก็สูงเป็น 32เท่า โดยการสูบบุหรี่และดื่มสุราไม่ได้เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในกรณีนี้ เนื่องจากเมื่อเซลล์ในปากติดเชื้อ HPV แล้วเชื้อก็จะพัฒนาไปเป็นก้อนมะเร็งโดยไม่ต้องใช้บุหรี่และสุรามาเป็นแนว ร่วม (โดยปกติแล้ว บุหรี่และสุราคือตัวการที่ทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก) อย่างไรก็ตามในบรรดาร้อยสายพันธ์นี้ มีเพียงไม่กี่สายพันธ์ที่เป็นต้นเหตุให้เป็นมะเร็ง เรียกว่าเป็นสายพันธ์เสี่ยงสูงค่ะ

แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไปนะคะ การป้องกันเบื้องต้นก็คือ ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ก็ควรใช้ถุงยางอนามัย เพราะถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคติดทางเพศสมัพันธ์ และป้องกันการตั้งท้องที่ไม่พร้อมได้ถึง 98% ค่ะ และอีกหนึ่งวิธีป้องกันก็คือ การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อHPV(ที่มาของการเกิดมะเร็งปากมดลูก) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
1. วัคซีนนี้จะป้องกันได้กับ HPV type 6, 11, 16 และ 18 คือ HPV ชนิดที่ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ 70% และชนิดที่ทำให้เป็นหูดหงอนไก่ได้ 90% (และอาจมีภูมิต้านทานกับสายพันธุ์ก่อมะเร็งอื่น ๆ ได้บ้าง คือสายพันธุ์ที่ 31, 33, 45, 52 และ 58 ซึ่งรวมแล้วอาจป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 80% เป็นอย่างน้อย)

2. วัคซีนนี้ไม่ป้องกันโรคในคนที่เคยเป็นโรคแล้ว และยังมีเชื้อเกาะอยู่แบบเรื้อรัง

3. ควรฉีดวัคซีนตั้งแต่ก่อนเป็นสาวก่อนมีเพศสัมพันธ์ (ก่อนมีโอกาสได้สัมผัสเชื้อไวรัส) คือตั้งแต่อายุ 9-12 ปี เพื่อให้ได้ผลสูงสุดเพราะคนที่เคยติดเชื้อ HPV type ใดแล้ว ถ้ามันจะอยู่ติดตัวไม่หาย วัคซีนก็ไม่มีผลป้องกันโรค

4. คนที่เคยเป็นโรค HPV แล้วก็ฉีดได้ เพราะวัคซีนจะป้องกัน HPV type ที่ยังไม่เคยเป็น หรือเคยเป็นแต่หายแล้ว ตามทฤษฎี ฉีดตอนอายุกลางคน คือ ถึงประมาณ 45 ปี ก็ยังมีประโยชน์ แม้จะไม่เต็มที่ประสิทธิภาพของวัคซีนก็ตาม (เพราะอาจเคยติดโรค และมีโรคเรื้อรังของบางสายพันธุ์เกาะอยู่)

5. ปัจจุบันยังไม่พบว่าเป็นอันตรายกับเด็กในครรภ์ แต่ก็ยังไม่แนะนำให้ฉีดในคนตั้งครรภ์ มารดาที่กำลังให้นมบุตรก็ฉีดได้

6. เนื่องจาก วัคซีน นี้ครอบคลุมได้ 70% (อาจถึง 80%) ของไวรัสชนิดทำให้เกิดมะเร็งในสตรี ดังนั้นถึงแม้ว่าฉีดวัคซีนแล้วก็ยังแนะนำให้ทำ pap smear ตรวจหามะเร็งปากมดลูกเหมือนเดิม คือ เริ่มตรวจ pap ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ (หรือตั้งแต่อายุ 21 ปี) ตรวจทุกปี จนถึงอายุ 30 ปี หลังจากนั้นก็ตรวจทุก 2-3 ปี ยกเว้นว่าถ้าตรวจ 3 ปีติดกัน แล้วปกติ ก็เลื่อนตรวจเป็น 2-3 ปี ต่อครั้งก็ได้

7. การฉีดวัคซีนให้ฉีด 3 เข็ม ภายใน 6 เดือน คือครั้งแรก แล้วเข็มที่ 2 อีก 1-2 เดือน เข็มที่ 3 ที่เดือนที่ 6 จะมีภูมิต้านทานอย่างน้อย นาน 5 ปี

8. ไม่แนะนำให้ตรวจหา HPV ก่อนฉีด วัคซีน เพราะการตรวจ HPV DNA ได้ผลบวกเฉพาะเชื้อที่กำลังเป็นโรคอยู่ ไม่ได้ผลบวกต่อชนิดที่เคยเป็นทั้ง ๆ ที่เชื้อยังแฝงอยู่

9. คนที่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติอยู่ก็ฉีดวัคซีนได้ ใช้ป้องกันเชื้อที่ยังไม่เคยติดได้ แต่ไม่ได้ป้องกันหรือแก้ไขเซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แนะนำให้รักษาเซลล์ที่ผิดปกติให้หายก่อนแล้วจึงฉีดวัคซีน ข้อนี้ควรปรึกษารายละเอียดกับแพทย์ (ขอบคุณข้อมูล รพ.วิภาวดี)