รู้จักมะเร็งร้าย...วัยทำงาน
ทุกวันนี้วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยทำงาน อยู่ในภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดสูงมาก เพราะการแข่งขันในด้านต่างๆ ภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน ปัญหาชีวิตครอบครัว อาหารการกินแบบฟาสต์ฟู้ด ฯลฯ นี่เองที่เป็นสาเหตุนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ และ"มะเร็ง" ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อพูดถึงโรคมะเร็ง ในปัจจุบันนักวิชาการต่างยอมรับแล้วว่าสาเหตุหลักๆ มาจากสภาวะแวดล้อมมากถึง 70%ส่วนปัจจัยทางพันธุกรรมหรือปัจจัยทางร่างกายมีเพียง 30%เท่านั้น
สำหรับคนในวัยทำงานนั้นมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับมากที่สุด เพราะจากสถิติมะเร็งชนิดนี้ คร่าชีวิตหนุ่มไทยวัยทำงานเป็นอันดับ 1ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายในวัยทำงานที่ทำงานทั้งวันไม่มีเวลาดูแลสุขภาพร่างกายก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่วนสาเหตุของโรคนั้นมักไม่แสดงอาการ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ นั่นคือไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี เพราะถือเป็นสาเหตุหลักสู่การเป็นมะเร็งตับ
โรคมะเร็งตับในไทยนั้นนับเป็นสาเหตุการตายอันดับ 6ของคนทั่วโลก และในปี 2553โรคมะเร็งตับยังกลายเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1ของหญิงไทยแซงหน้ามะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม และที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ อายุเฉลี่ยของผู้เป็นมะเร็งตับในปัจจุบันมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยคนไทยกว่า 3.5ล้านคนเป็นพาหะเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งเมื่อเป็นพาหะก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับสูงถึง 80%เลยทีเดียว
นอกจากมะเร็งตับที่มีสถิตินำโด่งแล้ว ภาวะแวดล้อม เช่น มลพิษที่เกิดจากฝุ่นควัน สารเคมี สารปนเปื้อน รวมทั้งความเครียดจากการทำงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่มะเร็งชนิดอื่นๆ เป็นต้นว่า มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะ นอกจากนี้ อาหารการกิน เช่น เนื้อหมูที่ใส่สารเร่งเนื้อแดง ไก่ที่มีสารเร่งการเติบโต อาหารทะเลที่ใส่สารฟอร์มาลิน ผักที่มีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง ก็ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งตับ
โดยเฉพาะหากมีความเครียดก็จะยิ่งเร่งทำให้เซลล์ตายเร็ว แก่ก่อนวัย และกลายพันธุ์เป็นเซลล์ผิดปกติได้ โดยเฉพาะคนเมืองนั้นจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ตับ ลำไส้ และต่อมลูกหมากสูงกว่าคนที่อยู่นอกเมือง
คนในวัยทำงาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะ การแข่งขัน ความเครียด กินอาหารที่เร่งรีบจึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง เริ่มจาก 1) เลือกกิน กินให้เป็น หลีกเลี่ยงอาหารขยะ ของปิ้งย่าง ของทอด ของมัน 2) หันมาทานผักผลไม้ให้มากขึ้น โดยมีกติกาว่า ต้องเป็นผักผลไม้ที่ล้างอย่างสะอาด หรือถ้าเป็นไปได้ให้ทานผักผลไม้ที่ผ่านการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิกส์) 3) หลีกเลี่ยงสารพิษทุกชนิดให้มากที่สุด 4) ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 3ครั้ง ครั้งละ 30นาที 5) ตรวจคัดกรองมะเร็งโดยเฉพาะคนที่มีอายุ 45ปีขึ้นไป
ที่สำคัญ เรายังจำเป็นต้องสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของตัวเอง เช่น หากมีอาการแปลกๆ เบื่ออาหาร ปวดหัว ปวดท้อง ปวดลิ้นปี่ หรือไอนานเกินไป จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่
และหากพบว่าตนเองหรือญาติพี่น้องเป็นมะเร็งก็ต้องรีบรักษา เพราะในปัจจุบันหากรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ โรคนี้ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ รังสีบำบัด รวมทั้งยารักษา มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ อย่าง "แมกซิโอ" นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ก้าวล้ำที่สุดในวงการรักษามะเร็งและเนื้องอกในขณะนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะคุณสมบัติในการตรวจจับความผิดปกติที่ทันสมัยและเป็นขั้นตอน ซึ่งจะช่วยให้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจรักษาอย่างเฉพาะเจาะจง ทำให้ผลการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามแนวทางการป้องกันโรคนี้ก่อนการรักษาน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด จำไว้ว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้ส่วนใหญ่มาจากสิ่งแวดล้อม สารพิษจากอาหาร ในอากาศและในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสภาพจิตใจซึ่งเราหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์มติชน คอลัมน์: รู้ทัน โรคมะเร็ง
Update: 10-04-55
อัพเดทเนื้อหาโดย: จารุทรรศน์ สิทธิสมบูรณ์
- เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น
- เปิดอ่าน 484 ครั้ง







